จากจีนสู่ตุรกี “เซรามิกพันปี” ที่ไม่หยุดอยู่กับอดีต ถอดบทเรียนการส่งต่อภูมิปัญญาสู่การสร้างสรรค์ร่วมสมัย ผ่าน SACIT Symposium 2026

มรดกงานศิลปหัตถกรรมอายุนับพันปียังคงเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อการรักษาองค์ความรู้เดิมเกิดขึ้นควบคู่กับการส่งต่อและเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความใหม่ ดังเช่น “จิ่งเต๋อเจิ้น” (Jingdezhen) เมืองเครื่องเคลือบสำคัญของจีนที่สั่งสมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านเครื่องลายครามสีน้ำเงิน–ขาวมาอย่างต่อเนื่อง และ “อิซนิก” (Iznik) แห่งประเทศตุรกี ที่รับอิทธิพลจากเครื่องลายครามจีน ก่อนนำมาผสานกับภูมิปัญญาและสุนทรียศาสตร์ท้องถิ่น จนก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง

สองเส้นทางจากต่างวัฒนธรรมจึงไม่ได้บอกเล่าเพียงประวัติศาสตร์ของงานเซรามิก แต่สะท้อนให้เห็นว่า องค์ความรู้ดั้งเดิมสามารถเป็นต้นทุนของการสร้างสรรค์ใหม่ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT นำมาสู่การแลกเปลี่ยนผ่านงาน “SACIT Symposium 2026” ภายใต้แนวคิด “From Earth to Eternity: Crafting Sustainability and Continuity in Ceramic Craft” เชื่อมโยงผู้แทน UNESCO นักวิชาการ ศิลปิน ครูช่าง นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายศิลปหัตถกรรมทั้งไทยและนานาชาติกว่า 400 ราย ร่วมแลกเปลี่ยนภูมิปัญญา เทคนิค การออกแบบ และแนวคิดร่วมสมัย เพื่อนำองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาและสร้างคุณค่าใหม่ให้กับงานศิลปหัตถกรรม

จาก “เครื่องรัก” สู่ “เซรามิก” SACIT เปิดพื้นที่เชื่อมภูมิปัญญาไทยกับองค์ความรู้โลก

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT Symposium 2026 เป็นการต่อยอดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปหัตถกรรมจากปีที่ผ่านมา ซึ่งนำ “งานเครื่องรัก” มาเป็นประเด็นหลักของการเรียนรู้และแลกเปลี่ยน ก่อนขยายมาสู่ “งานเซรามิก” ในปี 2569 งานศิลปหัตถกรรมที่มีรากฐานยาวนานในหลายอารยธรรม และสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญา วัสดุ ทักษะเชิงช่าง การออกแบบ และการสร้างสรรค์ร่วมสมัย

สำหรับแนวคิด “From Earth to Eternity” มองว่า แม้งานเซรามิกในแต่ละพื้นที่จะมีรูปแบบ เทคนิค และอัตลักษณ์แตกต่างกัน แต่ล้วนมีจุดเริ่มต้นจาก “ดิน” เช่นเดียวกัน ก่อนผ่านองค์ความรู้และทักษะของช่างจนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของแต่ละวัฒนธรรม ความหลากหลายดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญของการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เพื่อให้องค์ความรู้ได้รับการส่งต่อ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความและสร้างสรรค์คุณค่าใหม่

สำหรับประเทศไทย SACIT ให้ความสำคัญกับการสืบสานและต่อยอด “งานเซรามิก” ควบคู่กับการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเซรามิกจากนานาประเทศ ทั้งภูมิปัญญา งานวิจัย การออกแบบ วัสดุ เทคนิคเชิงช่าง และนวัตกรรมร่วมสมัย เพื่อให้องค์ความรู้จากเวทีสามารถนำกลับไปเป็นต้นทุนในการพัฒนางานของครูช่าง ศิลปิน นักออกแบบ และคนรุ่นใหม่ โดยไม่หยุดอยู่เพียงการรักษารูปแบบดั้งเดิม แต่สามารถนำรากฐานของภูมิปัญญามาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือความร่วมมือระหว่าง SACIT และวิทยาลัยเพาะช่าง ในการนำเศษเครื่องกระเบื้องจากครูศิลป์ของแผ่นดินและครูช่างศิลปหัตถกรรมมาต่อยอดเป็นผลงานสร้างสรรค์ เชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์ของครูช่างเข้ากับมุมมองของคณาจารย์และคนรุ่นใหม่ ทำให้วัสดุจากกระบวนการสร้างสรรค์เดิมกลับมาเป็นต้นทุนของการทดลองและออกแบบใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าการสืบทอดภูมิปัญญาสามารถเกิดขึ้นควบคู่กับการสร้างสรรค์ได้

SACIT Symposium 2026 จึงเป็นพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย การศึกษา การสร้างสรรค์ และเครือข่ายระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเซรามิกจากประเทศไทย สหรัฐอเมริกา/ฮ่องกง ตุรกี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และ สปป.ลาว ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านการบรรยาย การเสวนา Artist Talk การจัดแสดงผลงาน และการสาธิตเทคนิค เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับแนวคิดไปจนถึงกระบวนการลงมือทำจริง และสร้างเครือข่ายที่จะช่วยส่งต่อองค์ความรู้ด้านศิลปหัตถกรรมไปสู่การพัฒนาในอนาคต

ถอดบทเรียน “จิ่งเต๋อเจิ้นจากเจียงซี…เมืองเครื่องเคลือบพันปีที่ไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต

หนึ่งในองค์ความรู้สำคัญบนเวที มาจาก ศาสตราจารย์ ซิน-อิง โฮ (Prof. Sin Ying Ho) นักวิชาการและศิลปินเซรามิกร่วมสมัย ในหัวข้อ “Jingdezhen Legacy and Transformation: Blue & White Porcelain in a Global Context” ซึ่งนำ “จิ่งเต๋อเจิ้น” เมืองในมณฑลเจียงซี ประเทศจีน มาเป็นกรณีศึกษาของการรักษามรดกควบคู่กับการเปลี่ยนแปลง โดยความสำเร็จของจิ่งเต๋อเจิ้นมีจุดเริ่มต้นจากทั้งภูมิศาสตร์และทรัพยากร พื้นที่โดยรอบเป็นแหล่ง ดินขาว Kaolin วัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตพอร์ซเลน ประกอบกับมีเครือข่ายแม่น้ำที่เอื้อต่อการขนส่งสินค้า ทำให้เมืองสามารถพัฒนาจากแหล่งผลิตเซรามิกไปสู่ศูนย์กลางเครื่องเคลือบสำคัญของจีน และสั่งสมองค์ความรู้ต่อเนื่องมาหลายยุคสมัย

พัฒนาการของจิ่งเต๋อเจิ้นสะท้อนให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านเซรามิกไม่ได้หยุดนิ่ง ตั้งแต่การพัฒนาทักษะการเผาเซรามิกเนื้อละเอียดในสมัยราชวงศ์ถัง การพัฒนารูปทรงและน้ำเคลือบในสมัยราชวงศ์ซ่ง จนถึงช่วงสำคัญในราชวงศ์หมิง เมื่อเตาเผาหลวงกลายเป็นศูนย์กลางการผลิต เครื่องลายครามสีน้ำเงิน–ขาว หรือ Blue & White Porcelain โดยใช้พิกเมนต์โคบอลต์สร้างลวดลายบนพื้นพอร์ซเลน ก่อนพัฒนาสี น้ำเคลือบ และลวดลายให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

คุณค่าของ Blue & White Porcelain ไม่ได้อยู่เพียงความประณีตทางเทคนิค แต่ยังสะท้อนความคิดและความเชื่อของสังคม ผ่านลวดลายที่มีความหมาย เช่น มังกรที่สื่อถึงอำนาจของจักรพรรดิ ดอกบัวที่เชื่อมโยงกับความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ และลวดลายเกลียวคลื่นที่สื่อถึงพลังและความแข็งแกร่ง ขณะที่เบื้องหลังผลงานยังมีองค์ความรู้เรื่องเนื้อดิน น้ำเคลือบ อุณหภูมิ และการควบคุมเตา ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ของช่างและการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ลายครามเดิมในความหมายใหม่ จากภูมิปัญญาสู่การตีความร่วมสมัย

ศาสตราจารย์ ซิน-อิง โฮ เล่าว่า การศึกษาจิ่งเต๋อเจิ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงประวัติศาสตร์ แต่แนวคิดเรื่อง “Transformation” ยังปรากฏชัดในผลงานของเธอ ซึ่งนำเครื่องลายครามจีนมาเป็นภาษาสำหรับสำรวจวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน หนึ่งในผลงานสำคัญคือ “Graces” ประติมากรรมพอร์ซเลนรูป “กระต่าย” ที่สื่อถึงความสง่างาม ความเข้มแข็ง และการเปลี่ยนแปลง เพื่อยกย่องผู้หญิงจากหลากหลายวัฒนธรรม โดยผสาน การเขียนลวดลายจีนสีน้ำเงิน–ขาว หรือ Qinghua ด้วยมือ เข้ากับรูปลอก (Decal) และเทคโนโลยีร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นว่า การสืบทอดงานหัตถกรรมไม่ได้หมายถึงการทำซ้ำรูปแบบเดิม แต่คือการนำรากของภูมิปัญญาและทักษะเชิงช่างมาตีความและต่อยอด เพื่อสร้างความหมายใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละยุคสมัย

ขณะเดียวกัน จิ่งเต๋อเจิ้นยังเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการผลิตเชิงอุตสาหกรรมกับงานฝีมือ การใช้ทรัพยากรและพลังงานในกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม รวมถึงการส่งต่อองค์ความรู้จากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญสู่คนรุ่นใหม่ การพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ทดลอง และการนำเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เมืองเครื่องเคลือบที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแห่งนี้สามารถรักษารากของภูมิปัญญา ควบคู่กับการพัฒนาให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

จากลายครามจีนสู่ “Iznik” เมื่อองค์ความรู้ข้ามวัฒนธรรมก่อเกิดอัตลักษณ์ใหม่

อีกกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นเส้นทางของเซรามิกในอีกซีกวัฒนธรรม มาจาก ผศ. ดร.อัยลิน อัลคาน (Asst. Prof. Dr. Aylin Alkan) นักวิชาการและศิลปินเซรามิกประเทศตุรกี กับการบรรยายหัวข้อ “Iznik Pottery: A Timeless Bridge of Civilization, Art, and Innovation” ซึ่งพาย้อนกลับไปทำความรู้จัก Iznik Pottery หนึ่งในมรดกเซรามิกสำคัญของตุรกีที่รุ่งเรืองในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15–16 ซึ่ง Iznik ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี และเป็นพื้นที่ที่ผ่านอารยธรรมทั้งโรมัน ไบแซนไทน์ เซลจุค และออตโตมัน ทำให้ศิลปะของพื้นที่สะสมอิทธิพลจากหลากหลายวัฒนธรรม

โดยหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เครื่องลายครามสีน้ำเงิน–ขาวของจีนได้รับความนิยมในราชสำนักออตโตมัน และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับช่างในพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ใช่การลอกเลียนแบบเครื่องเคลือบจีน แต่ช่างออตโตมันนำองค์ประกอบที่ได้รับมา ผสมกับสุนทรียศาสตร์อิสลาม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ก่อนพัฒนาจนเกิดอัตลักษณ์เฉพาะของ Iznik ทั้งรูปทรง ลวดลาย และสี จึงอาจกล่าวได้ว่า Iznik เป็นอีกหลักฐานหนึ่งของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ข้ามวัฒนธรรม เพราะสิ่งที่เริ่มต้นจากอิทธิพลภายนอกไม่ได้ทำให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นจางหาย แต่กลับกลายเป็นวัตถุดิบให้ช่างสร้างภาษาทางศิลปะของตนเองขึ้นมา

ภูมิปัญญาที่ตำราแทนไม่ได้ เจาะเหตุผลที่งานช่างต้อง “ส่งต่อผ่านมือ”

ผศ.ดร.อัยลิน อัลคาน อธิบายว่า เสน่ห์ของ Iznik อยู่ที่การสร้างภาษาผ่านสีและลวดลาย โดยมีทั้ง สีน้ำเงินโคบอลต์ สีเทอร์ควอยซ์ สีเขียวมรกต และโทนสีแดง ประกอบกับลวดลายธรรมชาติและรูปทรงเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งทำให้ผู้ชมสามารถจดจำงาน Iznik ได้อย่างชัดเจน ลวดลายเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงาม เช่น ดอกทิวลิป ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของศิลปะออตโตมันและเชื่อมโยงกับความสง่างามและความหมายทางจิตวิญญาณ ดอกกุหลาบ ที่สัมพันธ์กับความงาม และ ดอกคาร์เนชัน ที่สื่อถึงความสุขและพลังชีวิต รวมถึง Saz Leaf, Rumi และ Hatayi ที่ช่วยสร้างจังหวะและเชื่อมรูปทรงจากธรรมชาติเข้ากับองค์ประกอบทางศิลปะ นอกจากนี้ จากภาชนะ งาน Iznik ยังขยายเข้าสู่พื้นที่ทางสถาปัตยกรรม กระเบื้องถูกใช้ประดับมัสยิด พระราชวัง และอาคารสำคัญ เช่น มัสยิดสุลต่านอาห์เมต และมัสยิดซือเลย์มานีเย ทำให้เซรามิกกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้คน

อย่างไรก็ดี การรักษามรดกเชิงช่างต้องเกิดขึ้นผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง เพราะทักษะบางอย่างไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์จากตำราหรือการชมผลงานสำเร็จเพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดให้เห็นจริงใน International Ceramic Demonstration ซึ่งมีการสาธิตกระบวนการทำกระเบื้อง Iznik ตั้งแต่ การถ่ายโอนลวดลาย (Pattern Transfer) การเขียนเส้น Tahrir ซึ่งเป็นขั้นตอนกำหนดโครงและรายละเอียดของลาย ไปจนถึงเทคนิคการลงสีใต้เคลือบ (Underglaze Painting) เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นว่าเบื้องหลังลวดลายที่ดูประณีตประกอบขึ้นจากลำดับขั้น ความแม่นยำ และประสบการณ์ของช่างอย่างไร

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.อัยลิน อัลคาน มองว่าเทคนิคดั้งเดิมสามารถอยู่ร่วมกับโลกปัจจุบันได้ผ่านการต่อยอดงานหัตถกรรมรูปแบบดั้งเดิมสู่งานแขนงอื่น ๆ โดยผู้สร้างสรรค์งานครีเอทีฟรุ่นใหม่สามารถนำองค์ความรู้ของ Iznik มาตีความให้สัมพันธ์กับศิลปะ การออกแบบ สถาปัตยกรรม งานแฟชั่น และกราฟิกดีไซน์ร่วมสมัย โดยสิ่งสำคัญคือการรู้และเข้าใจรากของกระบวนการก่อนนำไปพัฒนาเป็นภาษาของตนเอง

จาก “ฟัง” สู่ “เห็นมือช่างทำจริง” เปิดห้องเรียนเซรามิกจาก 5 ประเทศ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำองค์ความรู้จากเวทีบรรยายมาสู่การปฏิบัติจริง เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของ SACIT Symposium 2026 ผ่านโซน Live Demonstration – International Ceramic Demonstration ซึ่งมีผู้สาธิต 10 ท่าน จาก 5 ประเทศ แบ่งเป็นศิลปินนานาชาติและศิลปินไทย ถ่ายทอดเทคนิคตั้งแต่งานเครื่องเคลือบแบบดั้งเดิม การตกแต่งพื้นผิว การเขียนลวดลาย การฉลุ และการแกะลาย ไปจนถึงการประยุกต์เทคนิคสู่การสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทั้งการเขียนลายเบญจรงค์ การเขียนลายครามไทย เครื่องเคลือบอาริตะ เทคนิค Tanal พอร์ซเลนฉลุสองชั้น และเทคนิค Iznik ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเปรียบเสมือนห้องเรียนเซรามิกนานาชาติ ที่เปิดให้เห็นทั้ง “มือช่าง” “วิธีคิด” และ “กระบวนการ” จากหลากหลายวัฒนธรรมในพื้นที่เดียวกัน

หนึ่งในนั้น ศาสตราจารย์ ซิน-อิง โฮ ถ่ายทอดแนวทางการผสานการตกแต่งพอร์ซเลนแบบดั้งเดิมเข้ากับกระบวนการเซรามิกร่วมสมัย ขณะที่ ผศ.ดร.อัยลิน อัลคาน ถ่ายทอดลำดับขั้นของงาน Iznik แบบดั้งเดิม สะท้อนให้เห็นสองแนวทางของการรักษาภูมิปัญญา ทั้งการ “ต่อยอด” องค์ความรู้เดิมให้เกิดการสร้างสรรค์ใหม่ และการ “ส่งต่อ” ทักษะต้นทางผ่านการลงมือทำ เพื่อให้องค์ความรู้ยังคงมีผู้เรียนรู้และสามารถพัฒนาต่อไปได้

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวทิ้งท้าย เป้าหมายของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่าน Symposium ว่า ความยั่งยืนของงานศิลปหัตถกรรมไม่ได้เกิดจากการอนุรักษ์เพียงมิติเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงทั้ง คน องค์ความรู้ พื้นที่เรียนรู้ เครือข่าย และโอกาสในการสร้างสรรค์ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ครูช่าง ศิลปิน นักวิชาการ นักออกแบบ และคนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และนำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาต่อ สำหรับงานเบญจรงค์และงานศิลปหัตถกรรมไทย SACIT จึงให้ความสำคัญทั้งการรักษาทักษะและอัตลักษณ์ที่เป็นรากของงาน ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้เกิดการทดลองและสร้างสรรค์ เพื่อให้ภูมิปัญญาสามารถส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง และสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official