กรมวิชาการเกษตรเปิดหน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร ยกระดับมาตรฐานสากล ISO หนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบ T-VER มุ่งสู่ Net Negative ลด PM 2.5 ภาคการเกษตรอย่างจริงจัง
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดพิธีเปิด“หน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร” เพื่อยกระดับระบบการตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) และทวนสอบ (Verification) โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคเกษตรไทย และสนับสนุนการขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่เป้าหมายด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศและระดับสากล

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ ผู้แทนมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน โดยกรมได้รับมอบใบรับรองระบบงานตามมาตรฐานสากล ISO 14065: 2020 และ ISO/IEC 17029: 2019 จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) รวมถึงหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจภาคเกษตร จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)
ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรถือเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ ที่สามารถให้บริการตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการ T-VER สาขาเกษตร จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรของไทยให้เชื่อมโยงกับระบบมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้และเป็นที่ยอมรับ เพื่อสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรสำหรับการดำเนินงานด้านตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรตามหลักสากล

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรขับเคลื่อนงานด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวทาง BCG (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ โดยมุ่งให้ภาคเกษตรเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเกษตร และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผลักดันให้การลดก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรสามารถ “แปลงเป็นมูลค่า” ได้จริง ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคเกษตรไทยสามารถปรับตัวต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของโลกได้อย่างมั่นคง

เพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้จัดตั้ง “กองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร” เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ล่าสุดของกรม มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา พืชโปรตีนสูง เช่น ไข่ผำ พืชทางเลือก เช่น กัญชง และ พืชเศรษฐกิจ เช่น พืชสมุนไพร เครื่องเทศมูลค่าสูง และสารสกัดสำหรับทางการแพทย์ เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชายดำ ขมิ้นชัน ไพล ไพลแดง พริกไทย เป็นต้น พร้อมทั้งทำหน้าที่สำคัญในการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรให้กับ อบก. ภายใต้มาตรฐาน T-VER

นอกจากนี้ กองดังกล่าวยังมีภารกิจในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา “พืชเศรษฐกิจใหม่” และ “พืชศักยภาพสูง” ของประเทศอย่างเป็นระบบ นอกเหนือจากไข่ผำและกัญชง โดยครอบคลุมกลุ่มพืชสำคัญ ได้แก่ กลุ่มสมุนไพรและเครื่องเทศมูลค่าสูงที่มีสารสำคัญชัดเจน กลุ่มพืชโปรตีนทางเลือกเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารอนาคต กลุ่มพืชน้ำมันทางเลือกเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม กลุ่มพืชเส้นใยและวัสดุชีวภาพ รวมถึงกลุ่มไม้เศรษฐกิจและวนเกษตรที่มีศักยภาพในการดูดกลับคาร์บอน และกลุ่มพืชพรีเมี่ยมเฉพาะตลาด เช่น โกโก้และกาแฟคุณภาพสูง เพื่อสร้างโอกาสรายได้ใหม่ให้เกษตรกรควบคู่กับการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาบุคลากรด้านการตรวจสอบการกักเก็บและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพืช รวมทั้งสิ้น 45 คน ประกอบด้วย Lead VVB จำนวน 1 คน VB จำนวน 3 คน และผู้ช่วย VVB จำนวน 41 คน เพื่อรองรับการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐาน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า กรมมุ่งยกระดับการผลิตของพี่น้องเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมมาตรฐานการผลิตที่ดี (GAP) ควบคู่กับการผลักดันสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ และในระยะต่อไปมุ่งสู่แนวทาง Net Negative ภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้จากผลผลิตที่มีคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลด/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยหัวใจสำคัญคือ เกษตรยั่งยืนที่ทำได้จริงในพื้นที่ เน้นการใช้ดิน น้ำ และปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม ลดการเผา ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างไม่จำเป็น และส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรดำเนินงานโดยเชื่อมโยงมาตรฐานการผลิตภาคเกษตร เข้ากับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เช่น T-VER / T-VER Premium / Gold Standard / Verra เพื่อให้การดำเนินงานของเกษตรกรสามารถ “วัดผลได้ ตรวจสอบได้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจ
สำหรับเกษตรกร ชุมชน หรือองค์กรที่สนใจเริ่มต้นเข้าสู่ระบบ T-VER สามารถเข้ามาปรึกษากับหน่วยงานของกรมใกล้บ้าน ได้แก่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต (สวพ.) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อรับคำแนะนำตั้งแต่การเตรียมข้อมูล การเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ไปจนถึงการวางแผนเข้าระบบคาร์บอนเครดิตอย่างถูกต้อง โดยกรมได้จัดทำคู่มือการทำคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรสำหรับเกษตรกร รวมถึงสื่อความรู้ในรูปแบบ QR Code เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้สะดวก และอยู่ระหว่างการพัฒนาและเปิดตัว AI Chatbot เพื่อช่วยตอบคำถามเบื้องต้นและให้คำแนะนำที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ในระยะเริ่มต้น หน่วยรับรองของกรมวิชาการเกษตรกำลังจะเริ่มให้บริการตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) อย่างเป็นรูปธรรม โดยขณะนี้มี 3 โครงการนำร่องสำคัญ ได้แก่
- โครงการ “การกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา สำนักวิชาเกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา”
- โครงการผลิตปาล์มน้ำมันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม โดยสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จังหวัดชุมพร พื้นที่ดำเนินการ 10,878.19 ไร่ (โครงการระดับ Premium)
- โครงการทำนาลดโลกร้อน จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ปลูก 400 ไร่

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่ Net Negative” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย แนวทางทางวิชาการ และบทบาทของภาคเกษตรในการลดและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเชื่อมโยงการดำเนินงานภาคการเกษตรเข้ากับกลไก T-VER เพื่อรองรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว โดยได้รับเกียรติจาก นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งในเชิงนโยบาย กลไก และหลักวิชาการ

“การเปิดหน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรของประเทศไทย ที่ผสานองค์ความรู้ด้านพืชเข้ากับมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรในอนาคต” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือองค์กรใดสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอรับบริการการตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการ T-VER ภาคเกษตร สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยรับรองการจัดการก๊าซเรือนกระจก กองวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 086-982-2431 หรือเว็บไซต์ www.doa.go.th/cfghg

0